Last updated: 16 ก.พ. 2569 | 21 จำนวนผู้เข้าชม |



งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการในรูปแบบ การทดลองทางคลินิกแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง และควบคุมด้วยยาหลอก ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดของการวิจัยทางคลินิก โดยมีการสุ่มอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เบต้าเฮิร์บ และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ทั้งผู้เข้าร่วมและนักวิจัยไม่ทราบว่าใครได้รับผลิตภัณฑ์จริง เพื่อลดอคติและเพิ่มความแม่นยำของผลการศึกษา การวิจัยใช้ระยะเวลา 12 สัปดาห์ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอ-ลิก ซินโดรม โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร มากกว่า 100 mg/dL ซึ่งจัดอยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน
ผลการศึกษาพบแนวโน้มเชิงบวกในหลายตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่
ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Blood Sugar) มีแนวโน้มลดลง
ค่าระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราส่วนไขมัน LDL-C ต่อ HDL-C ลดลง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
ที่สำคัญ ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางการแพทย์ระดับนานาชาติ สะท้อนถึงกระบวนการวิจัยที่ได้มาตรฐาน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ในระดับสากล
ในโลกที่ผู้บริโภคต้องการความชัดเจนและความโปร่งใส งานวิจัยคือคำตอบที่ทรงพลังที่สุดเบต้าเฮิร์บจึงยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้าง โฮปฟูล มุ่งงมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานสุขภาพของคนไทยเพราะความไว้วางใจต้องได้รับการพิสูจน์และการพิสูจน์นั้นเริ่มต้นจากงานวิจัยที่แท้จริง
บริษัท โฮปฟูล เชื่อมั่นว่า “มาตรฐาน” คือหัวใจของความยั่งยืน และการลงทุนในงานวิจัย ครั้งนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของคนไทยอย่าง "เบต้าเฮิร์บ" สามารถก้าวสู่เวทีโลกได้ด้วยคุณภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

สยามรัฐ. (2567). โฮปฟูลเผยผลงานวิจัยเบต้าเฮิร์บในมนุษย์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล.
เข้าถึงได้จาก: https://siamrath.co.th/press-release/129228#google_vignette
มติชน. (2567). จากอาหารเสริมไทยสู่เวทีโลก โฮปฟูลเผยผลงานวิจัยเบต้าเฮิร์บในมนุษย์ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล.
เข้าถึงได้จาก: https://www.matichon.co.th/lifestyle/health-beauty/news_5595078